สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

 

   อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปี 2543 คิดเป็นร้อยละ 3.1 สืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกของปีดังกล่าวที่มีแนวโน้มดี ทำให้เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ของโลกมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วย ยกเว้นด้านการก่อสร้าง ซึ่งยังคงมีอัตราการเลิกกิจการค่อนข้างสูง ในปี 2544 ปรากฏว่าภาคการก่อสร้างในเยอรมนีได้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และอุปสงค์ภายในเติบโตอย่างเชื่องช้า รวมทั้งอุปสงค์จากต่างประเทศชะลอตัวลงตามภาวะ เศรษฐกิจโลกและเหตุการณ์ก่อการร้ายที่สหรัฐอเมริกา การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีจึงลดลงเหลือเพียงร้อยละ 0.6 จากที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ถึงร้อยละ 3.0 นับเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป สำหรับในปี 2545 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเท่ากับร้อยละ 0.2 ในขณะที่ในปี 2546 คาดว่าจะเท่ากับร้อยละ 1.0 การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2545 ที่ลดลงเหลือร้อยละ 0.2 ทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนลดลงไปด้วย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2536 และต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป การเจริญเติบโตยังคงเป็นผลจากการค้ากับต่างประเทศเป็นหลักอย่างไรก็ตาม การลงทุนได้ลดลง โดยในด้านเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 8.4 แม้อัตราเงินเฟ้อลดลงร้อยละ 1.3 แต่ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาภาวะเงินฝืด สำหรับในปี 2546 สถาบันทางเศรษฐกิจและนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจคาดว่าเศรษฐกิจน่าจะเติบโตร้อยละ 1 การส่งออกก็อาจได้รับผลกระทบจากการแข็งตัวของเงินยูโรและ การเกิดสงครามอิรักผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำในปี 2544 ทำให้สัดส่วนการขาดดุลงบประมาณของเยอรมนีเพิ่มขึ้นเกือบถึงเกือบร้อยละ 4 ของ GDP ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา Maastricht ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปต้องออกคำเตือนเยอรมนีอย่างเป็นทางการ รัฐบาลเยอรมนีจึงอยู่ในฐานะลำบาก เนื่องจากต้องตรึงอัตราการขาดดุลงบประมาณไว้ ในขณะที่มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก 1.32 พันล้านยูโรเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงาน ตามแรงกดดันอย่างหนักของสภาพแรงงาน